10 กลยุทธ์ สู่ยอด $10,000 ต่อเดือน

10 กลยุทธ์ สู่ยอด $10,000 ต่อเดือน ได้ภายใน 1 ปี :โดยคุณ R@Y จาก forums.sem.or.th

กลยุทธ์ที่ 1 : ใช้ Google Adwords โดยส่วนตัวแล้วใช้มาหมดทั้ง Adwords, YS!M, Adcenter ทั้ง 3 อันก็มีข้อดีและข้อเสียต่างกันไปแต่โดยรวมแล้ว ผมชอบ Adwords มากที่สุด เพราะว่า ไม่ต้องรอให้ ads active นานเหมือน YS!Mแค่ทำ adgroup ใหม่ แค่ 5 นาที ก็ active แล้ว เวลาสำคัญมากสำหรับผม รอนานไม่ได้ ไม่งั้นสินค้าดีๆ โดนคนอื่นๆ เอาไปหมดและก็ Google มีเครื่องมือต่างๆ ให้ใช้เยอะมากๆ ถ้าเรารู้ว่าจะต้องใช้มันยังไง และที่สำคัญ Adwords สามารถtracking ได้ละเอียดมากเป็นรายชั่วโมง ซึ่งมีประโยชน์มากๆ สำหรับผม และที่สำคัญที่สุด Adwordsถ้าเราทำ CTR สูงๆ ได้ต่อเนื่อง จะทำให้ราคา bid เราลดลงเร็วมากซึ่งตรงนี้จะดีกว่า YS!M, Adcenter มากเลยดังนั้นใช้ Adwords เถอะ ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จ บางคนอาจจะบอกว่ามันใช้ยาก ต้องbid สูงๆ ads ถึงจะขึ้น จริงๆ แล้วมันก็ไม่ยากมากหรอกครับ เราต้องพยายามทำความเข้าใจมันเหมือนที่ผมพยายาม ตอนแรกๆ ผมโคตร เกลียดมันเลย มันเรื่องมาก แต่หลังจากที่หันกลับมาทำความเข้าใจกับมันมากๆ มันก็ไม่ค่อยดื้อแล้ว ตอนนี้ adwords ก็เลยเป็นตัวหลักที่ทำเงินให้กับผมช่วงนี้ก็เลยรู้สึกรักมันมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนเครื่องมือของ Google อันไหนบ้างที่ผมใช้ ก็ทุกอันที่อยู่ใน https://adwords.google.com/select/Toolsแล้วก็ตัวบริหารจัดการ account ก็ต้องใช้ Goolge Adwords Editer (สำคัญมาก ต้องใช้ให้เก่งๆ)

กลยุทธ์ที่ 2 : Tracking ให้ละเอียดที่สุดตลอดเวลาที่ผมทำงานมาจะคิดอยู่เสมอว่า "คนที่มีข้อมูลมากที่สุด จะได้เปรียบ"เหมือนภาษิตที่ว่า "รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง" ยังใช้ได้อยู่เสมอ ดังนั้นการทำ Affiliate ถ้าใครไม่ track และเก็บข้อมูลการขายไว้ ไม่มีทางประสบความสำเร็จแน่นอน confirm!กลยุทธ์นี้ ผมใช้ tracking ละเอียดเป็นรายชั่วโมง, แยกรัฐ ดังนั้นผมจะมีข้อมูลหมดว่าคนอเมริกัน ชอบซื้อของตอนกี่โมง รัฐไหนชอบซื้ออะไร และก็ตอนนี้ใครกำลังเข้ามาแข่งขายของตัวเดียวกับผมบ้าง ผมจะเก็บเป็นข้อมูลไว้ทั้งหมด แล้วมันมีประโยชน์อะไร ก็อย่างเช่น สมมุติ ว่าคุณจะมาขายของชิ้นนึงแข่งกับผมและผมรู้ว่าไอ้ของชิ้นนี้เนี่ย คนอเมริกามักจะซื้อกันตอน ช่วง ทุ่ม ถึง 3 ทุ่ม ผมก็ทุ่มbid เฉพาะช่วงนี้ แต่คุณไม่รู้ คุณ bid ทั้งวันเลย แต่คุณโดนผมแย่ง ช่วงที่ขายดีที่สุดไปคุณจะใช้ต้นทุนมากกว่าผม แล้วคุณคิดว่า จะแข่งกับผมได้นานหรือเปล่าละ?ทุกๆ สินค้าที่ขาย ต้อง ทำ excel แยก sheet ไว้ และก็ทำเป็นกราฟ แยกเป็น ทั้งเดือนใส่ข้อมูลลงไปทุกวัน เราจะรู้ได้ว่าสินค้าเราขายดีวันไหนของสัปดาห์ ช่วงไหนของเดือน และก็เวลาไหนขายดีที่สุด อันนี้อาจจะเหนื่อยหน่อย ตอนแรกๆ แต่ในระยะยาวแล้วมีประโยชน์มาก

กลยุทธ์ที่ 3 : พยายามทำ 1 Keywords / 1 Adgroup / 2 Ads Textคือทำยังไงก็ได้ ให้คำที่เรา bid มีความสัมพันธ์มากที่สุด ทั้งการตั้งชื่อ adgroupads text, keywords เพราะว่ามันจะทำให้เรามี CTR ที่สูง และ minimum bidของเราจะลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะมีประโยชน์มากในการลดต้นทุนของเราและทำให้เรามีกำไรเพิ่มมากขึ้น (รายละเอียดตรงนี้หาอ่านเอาในบอร์ดได้ มีคนโพสไว้เยอะ)และที่สำคัญมันเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของเราให้สูงกว่าคู่แข่ง พูดง่ายๆ คือ ถ้าจะสู้กันจริง เราจะสายป่านยาวกว่าเพราะต้นทุนเราถูกกว่า

กลยุทธ์ที่ 4 : Keywords ที่หามาได้ต้องแยกกลุ่มก่อนถ้าใครจำได้ เมื่อสมัยก่อนทุกๆ คนจะสอนกันมาว่า ต้องหา keywords ให้ได้เยอะที่สุดเพื่อว่าจะได้มีคน click เข้าดูสินค้าได้เยอะ และเผื่อว่าจะมีคนซื้อ ซึ่งจริงๆ แล้วผมคิดว่ามันก็ใช้ได้นะ ไม่ผิด แต่ว่ามันจะมี CTR และ Conversion ที่ต่ำมาก (adwords ไม่ชอบ ctr ต่ำๆ = โอกาสขาดทุนสูง)และดูเหมือนพึ่งโชคชะตาในการขายของมากไปหน่อย ไม่ค่อยได้ใช้ฝีมือเลยจริงๆ แล้ว keywords ทุกตัวที่เกี่ยวข้องกับสินค้านั้นๆ มันไม่ได้หมายความว่า ถ้ามีคนค้นหาแล้ว click เข้ามาที่สินค้าแล้ว จะซื้อทุกคน มันมีความสัมพันธ์ บางอย่าง ไม่รู้จะพูดยังไงดีเอาเป็นผมเรียกว่า "กลิ่นไอของการซื้อ" ละกัน คือ บาง keywords ที่คนใช้ค้นเข้ามานะถ้าคำไหนมันมี "กลิ่นไอของการซื้อ" มันจะขายได้ บางทีคุณอาจจะนึกไม่ออกว่ามันเป็นยังไงผมจะยกตัวอย่างให้ดูก็ได้ อย่างเช่นผมจะขาย Garmin nuvi 760 อันดับแรกผมก็ต้องไปหาkeywords ใน Google keywords tool ก็จะได้ keywords มากลุ่มนึง ถ้าเราสังเกตให้ดีจะพบว่า keywords ที่เราหามาได้นั้นมันจะแบ่งเป็นหลักประมาณ 4 กลุ่ม ตามลักษณะ"กลิ่นไอของการซื้อ" ตามรูปข้างล่าง คือ ง่ายๆ อย่างคำว่า garmin nuvi 760 กับ garmin nuvi 760 reviewคุณคิดว่าอันไหนมันมีกลิ่นไอการซื้อมากกว่ากัน ถ้าคุณแยกถูกก็นั้นแหละคุณพอจะเข้าใจแล้ว คือโดยปกติเวลาผมจะแยก keywords ออกเป็นกลุ่มๆ ผมจะใช้ความรู้สึกของตัวเองว่าถ้าผมจะซื้อไอ้ตัวนี้ผมจะต้องทำอะไรบ้าง คิดให้เหมือนลูกค้าคิดนะ เช่นถ้าผมจะซื้อ garmin nuvi 760 สมมติว่าผมยังไม่คิดว่าจะซื่อยี่ห้ออะไรนะ คิดประมาณว่า จะซื้อ Gps ซักเครื่อง ผมก็คงจะเริ่มจาก 1) หากว้างๆ ก่อน เช่น best gps, gps review, top gps เสร็จแล้วผมก็เข้าๆ ไปอ่านๆ ดู (แปลว่าคำพวกนี้ มันไม่ค่อยมีกลิ่นไอของการซื้อเลย ไม่น่าใช้)2) พอได้ยี่ห้อที่เจาะจงแล้ว ก็ใช้คำเช่น best garmin, garmin review, garmin gps, (ตอนนี้ยังไม่ซื้อหรอก หาๆ ดูก่อน)3) เริ่มจะได้รุ่นหละ ก็ใช้คำเช่น garmin nuvi 760 review, garmin nuvi 760 specs, (เกือบๆ ซื้อละขอหาเพิ่มอีกนิดนึง)4) ได้ละ จะซื้อตัวนี้แน่ๆ ก็ใช้คำเช่น buy garmin nuvi 760, garmin nuvi 760 best price (ซื้อแน่ๆ ถ้าเจอถูกๆ กว่า web อื่นๆ เวลาเปรียบเทียบราคากัน)ช่วงที่เปรียบเทียบราคาอาจจะใช้เวลาซัก 2-3 วัน แต่ช่วงที่หาวันแรกๆ อาจยังไม่ซื้อเพราะเงินเดือนยังไม่ออก บัตรเครดิตเงินเต็มต้องรอก่อน, ..... แต่ตั้งใจซื้อกับ web amazon แน่ๆ เพราะถูกกว่าที่อื่นๆ5) พอเงินออก ต้นเดือนได้เวลาซื้อซะที่ รู้แล้วนี่ว่าจะซื้อที่ไหน เข้า google เลย และใช้คำ เช่น garmin nuvi 760, garmin 760, nuvi 760ถ้าเห็น ads ที่เป็น web amazon ก็ click เข้าไปแล้วก็ซื้อเลย (มิน่า คำพวกนี้ bid โคตรแพงเลย)ข้างบนนั่น ใช้สำหรับผมนะครับ คนอื่นๆ อาจจะต่างออกไปนิดหน่อย หลังจากที่ผมลองทำตัวเป็นคนซื้อแล้ว ผมก็จะแบ่งกลุ่มออกได้ตามข้างล่าง ดังนั้นผมคิดว่าทุกคนน่าจะพอเข้าใจแล้วว่าไอ้คำไหนที่ มันมีกลิ่นไอของการซื้อ ที่คนจะใช้ค้นหากัน จริงแล้วเรื่องการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้keywords เพื่อการซื้อสินค้านี่ เขียนเป็นหนังสือขายได้เป็นเล่มๆ เลยนะนี่ (ว่างๆ จะเขียนออกมาขายมั่ง จะมีใครซื้อหรือเปล่าเนี่ย)

กลยุทธ์ที่ 5 : อย่าไปกลัวสินค้าที่คนขายกันเยอะๆบางคนหาสินค้ามาได้ตัวนึง พอลอง test bid แล้ว ต้องประมาณ $2 ถึงจะขึ้น ก็ท้อแล้ว อย่าพึ่งเลิกครับ ในวิกฤติ ย่อมมีโอกาสเสมอ อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นหรือเปล่ามา มา เดี๋ยวผมจะบอกวิธีที่ผมใช้ให้ รับรองขายได้ทุกคนบอกให้เลยก็ได้ว่าผมขายของเฉพาะ หน้าแรกสินค้า 1-24 เท่านั้น ช่วงราคา $200 - upทุกสินค้า ทุกหมวด ผมใช้วิธีนี้ทั้งหมด เรื่องของเรื่อง ขี้เกียจนะ (ไม่ควรเอาอย่างนะ ) และผมคิดว่ายังไงๆ มันก็ขึ้นมาเป็น 1-24 สินค้าขายดีละ ก็แปลว่ายังไงๆ มันก็ขายได้ละวะ ส่วนจะทำยังไงให้ขายได้ ค่อยมาคิดอีกที (อืม ไม่อยากจะบอกเลยว่า ที่สอนๆ กันมาว่าให้ ดูกันตรงที่ What Do Customers Ultimately Buy After Viewing This Item? ถ้ามากกว่า 70% ขึ้นไปแล้วน่าสนใจจริงแล้วตัวที่ต่ำๆ น้อยกว่า 40% ถ้าเราหา keywords ที่ทำเงินจริงๆ มันทำกำไรมากกว่าพวกเกิน 70% อีกนะดังนั้นก็คืออย่าไปเชื่อคนอื่นๆ มาก เชื่อตัวเองดีที่สุด ทดสอบเอง เก็บสถิติเอง ดีที่สุด ที่ผมบอกไปก็อย่าเชื่อมากละ ต้องลองทำเอง ผมอาจจะมั่วแล้ว ก็วางยาพวกคุณก็ได้ 5555555555 )ทุกคน คงรู้จัก Long tail ใช่หรือเปล่าครับ อันนี้ก็ใช้กฏ long tail เหมือนกัน ในสินค้า 1 ตัวที่เราเลือกมา keywords ที่คนใช้ค้นหา ก็จะเป็นแบบ long tail ด้วย คือจะมี keywords อยู่ไม่กี่คำที่คนค้นหาเยอะ มีการ bid ที่สูง และคำอื่นๆ ก็จะลดหลั่นกันลงไปเป็นลักษณะกราฟ แบบ long tail และถ้าเราลอง bid ทั้งหมดทุกคำที่มีอยู่เลยนะ (สมมติ อย่าไป bid จริงละ) มันก็จะเกิดเส้นขึ้นมาอีกเส้นนึงก็คือ เส้น ROI (อันนี้ผมคิดเอง) คือไอ้พวก keywords ท้ายๆ เนี่ยจะให้ค่า ROI ที่ดีกว่าเสมอเพราะว่ามัน bid ถูก และถ้ามีคนซื้อก็จะได้กำไรมาก ตามรูปข้างล่าง

กลยุทธ์ที่ 6 : เข้าใจความสัมพันธ์ของ Ads Text, CTR, Keywordsหลังจากที่เราคัดแยก keywords ที่มีกลิ่นไอของการซื้อ ออกมาได้แล้ว ขั้นต่อมาวิธีที่ผมใช้ก็คือ ผมจะลอง bid keywords ทั้งหมดที่ผมได้เลือกมาแล้วโดยให้อยู่ Adgroup เดียวกันก่อนขั้นตอนนี้เป็นช่วงที่สำคัญที่สุด ในการที่จะคัดแยก keywords ที่มีกลิ่นไอของการซื้อ ออกมาเป็น keywords ทำเงินการเขียน Ads text และ keywords ต้องสัมพันธ์กันมากๆ และเราจะทดสอบ bid ให้สูงที่สุดเพื่อให้ ads แสดงขึ้นมาในขั้นตอนนี้ต้องเฝ้าดูอยากระมัดระวัง ตลอดเวลา เพราะว่าเราต้องกรองเอาตัวที่ค่า bid สูงๆ ออกไปก่อน (ตามกลยุทธ์ที่ 5)ถ้าเราไม่เฝ้าดูอยู่หรือ bid ทิ้งไว้แล้วไปนอน ตื่นตอนเช้ามาอาจจะช๊อคตายได้นะครับ ขอเตือน!!! ขั้นตอนนี้ต้องเสียเงินไปก่อนจำนวนหนึ่ง (เป็นต้นทุน ที่เอาไว้กรองหา keywords ทำเงิน ถ้าหาเจอแล้ว เดี๋ยวก็ได้คืนกลับมาทั้งหมดทบกำไรด้วย)โดยลักษณะเฉพาะตัวของ Keywords ทำเงินที่เราต้องพิจารณาก็คือ1. Bid Exact เท่านั้น2. ราคา bid ต้องไม่แพงมาก < $13. CTR > 10% ขึ้นไป4. การ click อย่างน้อย วันละ 5 - 30 click / วัน5. อย่าลืม track แยก keywords รายตัวด้วยถ้าไม่ตรงตามข้างบนลบทิ้งไปเลย ไม่ต้องเสียดายตรวจสอบ update ยอด amazon ว่าขายได้หรือเปล่า กี่ชิ้น กำไรขาดทุนเท่าไรถ้ากำไร ก็แยกไปทำ 1 Keywords / 1 Adgroup / 2 Ads Text และก็เก็บสถิติตาม กลยุทธ์ที่ 2การ bid ทดสอบ ถ้าในเบื้องต้นเราเก็บข้อมูลมาดี ก็เลือก bid เฉพาะช่วงเวลาที่คนซื้อเยอะๆ ก็ได้ เพื่อลดต้นทุนในการทดสอบไปส่วนหนึ่ง (ข้อมูลที่เก็บไว้เริ่มเอามาใช้ประโยชน์แล้ว)จริงๆ แล้วถ้ามีงบซะหน่อยก็ควรจะทดสอบให้ครบ 1 อาทิตย์ เพราะว่าจะได้รู้ว่าจริงๆ แล้วสินค้านี้ขายได้จริงๆ หรือเปล่า เพราะบางครั้งเราดันไป test bid ในช่วงที่คนไม่ซื้อพอดีแล้วคิดว่ามันขายไม่ได้ ก็จะเสียโอกาสไปเปล่าๆการทดสอบตรงนี้ ในสินค้าที่เราเลือกมา อาจจะไม่มี keywords ทำเงินเลยก็ได้นะครับก็ไม่ต้องไปเสียดาย หาตัวใหม่แล้วก็ทำแบบเดิม อาจจะต้องลงเงินทุนไปส่วนหนึ่งก่อนบางครั้งเป็น 10 ตัวก็อาจจะไม่เจอเลย แต่ถ้าเจอแล้ว 1 ตัวมันจะคืนเงินทุนที่เราใช้ไปทั้งหมดคืนมาเองบวกกำไรให้ด้วย ดังนั้นไม่่ต้องตกใจ สถิติที่ผมทำไว้ ก็ประมาณ 5-10 สินค้าก็จะเจอซักตัวหนึ่ง (อันนี้แล้วแต่ เทคนิคการค้นหาสินค้าใครแข่งแกร่งกว่าก็ได้เปรียบครับ)โลกของความจริงมันไม่สวยหรู ขนาดว่าหาปุ๊บ เจอปั๊บ เลยนะครับ ต้องเตรียมใจไว้ด้วย"ลักษณะพิเศษของ Keywords ทำเงินก็คือ จะต้องเขียน Ads Text ให้สัมพันธ์กับ Keywords มากๆและ CTR>10%"CTR ที่สูงเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า keywords และ ads text โดนใจ โอกาสซื้อสูงมากๆๆถ้าหาได้เจออย่างข้างบนโอกาสที่จะเจอ keywords ทำเงินก็จะสูงมาก และที่สำคัญ เราจะกรองออกมาเฉพาะkeywords ที่เราสนใจในกราฟ ของ long tail ข้างบนที่ผมแสดงให้ดูไปโดยอัตโนมัติ ก็คือ bid ไม่สูงเกินไป ctr ดี มีคนค้นหาพอสมควร และ ROI สูงมาดูตัวอย่างส่วนหนึ่งใน adwords เดือนนี้ของผมตามข้างล่าง พวกนี้เป็น keywords ทำเงินทั้งนั้น ผลตอบแทนประมาณ 3 เท่าถ้าทำได้ตามนี้ ก็จะได้ Conversion เท่าๆ ผมครับประมาณ 30 - 50% หมายความว่า มีคน Click เข้ามา 3 คนต้องซื้อ 1 คน (เจ๋งใช่ปะ)และที่สำคัญนะ ผมจะบอกให้ว่า ผมขายแค่ 2 ตัวเองช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ก็ได้ยอดหมื่นกว่าเหรียญแล้ว แล้วถ้าผมหาได้ซัก 10 ตัวละจะได้เท่าไร อืม น่าคิดๆ (จริงๆ ที่ทำแค่ 2 ตัวไม่มีอะไรหรอกเงินไม่พอนะ ถ้ามีเยอะกว่านี้ทำเป็น 10 ตัวแล้ว 55555555)
ดังนั้นบางครั้งเราก็ไม่เห็นต้องกลัวเลยว่าสินค้าที่ขายดีแล้วมีคน bid แข่งเยอะๆ เราจะเข้าไปทำกำไรไม่ได้ถ้าข้อมูลที่เราเก็บไว้ดี และเราเลือกโจมตี เฉพาะช่วงทำเงิน ที่เรา track ไว้เราก็ได้กำไรเรื่อยๆ ผมเรียกวิธีนี้ว่า กองโจร เข้าไปตีๆ แล้วก็ถอย 55555555 พวกที่ไม่ยอม track มันไม่รู้ตัวหรอกว่าเราแอบไปตี ช่วงทำเงินมา ก็คงแค่คิดๆ ว่า ตัวนี้ขายไม่ดีเลย แล้วก็เลิกขายไป 555555 ก็เสร็จเรา

กลยุทธ์ที่ 7 : รอบรู้ ว่าช่วงไหนควรทำอะไรการที่เรารู้ข้อมูล มากกว่าคนอื่นๆ นี่ มันจะทำให้เราได้เปรียบหลายอย่างนะครับอย่างที่ผมบอกว่าผมชอบ Adwords มากกว่า PPC ตัวอื่นๆ เพราะว่าส่วนหนึ่งแล้วมันมีส่วนแบ่งของการค้นหาที่มากกว่าเจ้าอื่นๆ มากทีเดียวครับ ตามรูปข้างล่างดังนั้นเหนื่อยกับ adwords ตัวเดียวก็คุ้มแล้ว ตัวอื่นๆ ก็ลองไปเล่นๆ ดูเพื่อให้รู้ไว้

กลยุทธ์ที่ 8 : วางเป้าหมายให้ใหญ่ และซอยเป็นแผนย่อยๆ ถอยหลังกลับมาการวางเป้าหมายนี่สำคัญที่สุด ถ้าเราไม่มีเป้าหมายแล้ว เราก็จะไม่รู้ว่าเราต้องทำอะไรเหมือนกับแข่งยิงธนู แล้วไม่มีเป้าให้ แล้วทุกคนจะรู้มั้ยว่าจะต้องยิงอะไร เพื่อที่จะเป็นผู้ชนะ?ดังนั้นก่อนที่คุณจะเริ่มทำ affiliate คุณต้องวางเป้าหมายก่อนว่าต้องการมียอดเดือนละเท่าไรผมจะยกตัวอย่างที่ผมคิดให้ดูนะครับ เมื่อต้นปีผมวางเป้าหมายไว้ที่ $10,000 ต่อเดือนภายใน 1 ปี และตอนนี้ผมก็ทำได้แล้ว ดังนั้นเป้าหมายต่อไปของผมก็คือ $100,000 ต่อเดือน เมื่อผมได้เป้าหมายแล้วผมก็จะมาซอยออกเป็นแผนย่อยถอยหลังลงมา ก็คือ ถ้าผมต้องการ $100,000 / เดือน = จะต้องได้ $3,333 / วันสถิติเก่าๆ ที่เก็บไว้ ผมทดสอบสินค้าประมาณ 10 ชิ้น เจอที่ทำไร > $100 = 1 ชิ้นดังนั้นถ้าผมจะต้องทำเงินวันละ $3,333 ต้องมีสินค้าทำเงิน = 34 ชิ้น ซึ่งต้องทดสอบสินค้าทั้งหมด 340 ชิ้นเป็นอย่างต่ำหนึ่งเดือน ผมทดสอบได้ประมาณ 8 ชิ้น 1 ปี ผมจะทดสอบได้ประมาณ 96 ชิ้นเป็นอย่างต่ำ (ขึ้นอยู่กับเงินทุนด้วย มากก็เร็ว น้อยก็ช้า)ดังนั้นผมก็รู้คร่าวๆ แล้วว่าผมจะไปถึงเป้าหมายนี้ได้ก็ประมาณ 3 ปี โดยต้องทดสอบอย่างสม่ำเสมอไปเรื่อยๆบางคนคิดว่า โอโหตั้ง 3 ปีแนะนานจัง แต่ลองคิดดูดีๆ นะครับ 3 ปี กับ $100,000 / เดือน กำไรประมาณ 6-7 หมื่นเหรียญคิดเป็นเงินบาทก็เดือนละประมาณ 2 ล้านกว่าๆ คุณคิดว่าทำงานอีกกี่ชาติ ถึงจะได้เงินเดือนเท่านี้นะ แล้วคุณรู้หรือเปล่าว่าผู้บริหารระดับสูง ใน ตลาดหลักทรัพย์ปี 2550 ที่ผ่านมา อันดับ 1 คุณประชัย เลียวไพรัตน์ เงินเฉลี่ยต่อเดือน 2,666,580 บาทอันดับ 2 คุณบุญคลี ปลั่งศิริ เงินเฉลี่ยต่อเดือน 1,498,571 บาท และผู้บริหารเหล่านี้ต้องใช้เวลา 20-30 ปีในการที่จะได้เท่านี้นะครับในการสร้างธุรกิจขึ้นมา อันดับสุดท้าย เดือนละ 3 แสนกว่าๆ แล้วคุณคิดว่า ถ้าเราพยายามกันแค่ 3 ปี แล้วได้เกือบเท่าๆ กัน หรือมากกว่า ผู้บริหารบริษัทดังๆ มันคุ้มหรือเปล่าครับ

กลยุทธ์ที่ 9 : กระจายความเสี่ยงถ้าคุณเป็นคนที่ทำธุรกิจ Affiliate มาตั้งแต่ต้นจะรู้ว่า ไม่ได้มีแค่ Amazon ที่เดียว และผมก็ไม่ได้ทำที่เดียวด้วย ผมทำหมดทั้ง Amazon, CJ, Clickbank, Linkshare, Shareasale, Google affiliate อื่นๆ อีก นึกไม่ออกเยอะและแต่ละที่ก็มีรายได้พอสมควร หลักการทำก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมากควรจะกระจายรายได้ไปหลายๆที่ เพราะว่าไม่มีอะไรแน่นอน และคนเราควรมีแผน 2 แผน 3 ไว้ด้วยไม่ควรทุ่มไปที่ใดที่หนึ่งเป็นเงินเยอะๆ เพราะถ้ามีอะไรผิดพลาด อาจจะเจ็บหนักได้จริงๆ ผมลงทุนในหุ้นที่พื้นฐานดีๆ มาตั้งแต่ก่อนที่จะทำ Affiliate แล้ว เริ่มประมาณปี 2004 ก็เลยมีพอร์ต อยู่ประมาณนึงผมเป็นโรคจิต ชอบวิเคราะห์พวกข้อมูล ตัวเลข อะไรแบบนี้ ก็เลยชอบเอางบการเงิน ของบริษัทในตลาดหุ้นมาวิเคราะห์ ถ้าบริษัทไหนพื้นฐานดีมีอนาคตก็จะไปซื้อเก็บไว้ ผลตอบแทนก็ประมาณ 10-20% ต่อปีอันนี้ก็เป็นการกระจายความเสี่ยงอีกอันหนึ่ง ผมลงทุนแบบ VI เก็บยาวรอกินปันผล

กลยุทธ์ที่ 10 : ทำบุญมากๆ, อ่านหนังสือเยอะๆ , แบ่งเวลาให้เป็น และอย่าลืมฝันของตัวเองทำบุญกันเยอะๆ นะครับบางครั้งผมก็บอกไม่ได้ว่ามันมีผลหรือเปล่า เพราะผมถ้ามีเวลาผมก็พยายามทำให้มากๆ ซึ่งก็ไม่รู้จะเกี่ยวกันหรือเปล่าเวลาทดสอบสินค้าต่างๆ ผมมักจะเจอสินค้าทำเงิน แค่ทดสอบไป 1-2 ตัวเท่านั้นดังนั้นทำบุญกันเยอะๆ นะครับ การทำงานจะได้ราบรื่นหนังสืออะไรที่เราคิดว่ามันมีประโยชน์ต่อเรานะ ซื้อไปเถอะครับ อย่าไปเสียดายเงินเลยหนังสือดีๆ ซักเล่มอ่านแล้วอ่านจะเปลี่ยนชีวิตเราไปเลยก็ได้ครับ ดูหนังสือของผมส่วนหนึ่งก็ได้ ที่จริงข้างหลังเป็นตู้หนังสืออีก 2 ตู้ ไม่อยากถ่ายให้ดูมันรก 5555อันนี้ office ผมเอง ไม่เคยโชว์ให้ใครดูเลยนะครับ (มีหนังสือใครบ้าง ก็ลองๆ ดูได้นะครับ ซื้อมาเกือบครบทุกคน)

No comments: